Thai English

พระมหาสามเรือน ปุญญฺสโก

ประวัติ พระมหาสามเรือน ปุญญฺสโก

1.png๏ อัตโนประวัติ

พระมหาสามเรือน ปุญญฺสโก นามเดิมว่า นายสามเรือน โดดสู้ เกิดเมื่อ วันที่ ๒ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๕ ตรงกับวันพฤหัสบดีแรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเมีย พื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัดสมุทรปราการ โยมบิดาชื่อเหมือน โยมมารดาชื่อเย็น มีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกันทั้งหมด ๑๐ คนเราเป็นคนที่ ๔

 

๏ การบรรพชาและอุปสมบท

อยู่มาวันหนึ่งโยมแม่มาบอกกับเราว่าทหารก็เป็นแล้วอายุได้ยี่สิบห้าถึงเบญจเพสแล้วบวชให้พ่อกับแม่สักพรรษาจะได้ไหม เราก็ตอบโยมแม่ไปว่าได้ โยมพ่อกับ

3.png

โยมแม่จึงปรึกษากันว่าจะให้บวชที่วัดไหนดี โยมพ่อบอกว่าจะให้ไปบวชที่วัดสว่างฟ้าอยู่ที่อำเภอ นาเกลือ จังหวัดชลบุรีเพราะพี่ชายของเราเคยไปบวชอยู่ที่วัดนี้หนึ่งพรรษา แต่โยมแม่บอกว่าอยากให้บวชที่วัดอโศการามเพราะอยู่ใกล้กับบ้านแม่จะได้ไปหาได้สะดวกหน่อยที่จังหวัดชลบุรีนั้นไกลมากไปหาลำบาก โยมพ่อกับโยมแม่ตกลงกันไม่ได้จึงมาถามเราว่าเราเต็มใจที่จะบวชที่วัดไหน เราก็เลยตอบไปว่าบวชที่วัดอโศการามก็แล้วกัน ก็เป็นอันว่าเรื่องการบวชนั้นก็จบลงเพียงแต่เท่านี้ พวกเพื่อนๆของเราพอรู้ว่าเราจะไปบวชที่ วัดอโศการามเขาถามกับเราว่า “มึงกล้าไปบวชที่วัดอโศการามหรือ เขาบอกว่ามึงหาที่ตายเสียแล้วมึงรู้หรือเปล่าว่าเขาเรียกวัดอโศการามนี้ว่าวัดเอ-กา ที่วัดอโศการามนั้นพระท่านฉันอาหารกันในบาตรทุกองค์ อะไรๆก็ใส่ในบาตรหมด ทั้งของคาว-ของหวาน ดูแล้วเหมือนยังกับอวกหมา มึงจะกินกับเขาได้หรือ” เราก็นึกอยู่ในใจว่าเราก็ไม่กลัวไอ้เรื่องลำบาก เราก็อดทนมามากเรื่องความลำบากเราก็เป็นหนึ่งเหมือนกันจะไปกลัวอะไรคนอื่นเขาก็อยู่กันได้ เราคิดอยู่ในใจอย่างนี้

72.jpgแล้วโยมพ่อก็นำเรามาฝากเป็นนาคอยู่ที่วัดอโศการามได้ประมาณสิบห้าวันจึงได้บวชเป็นพระในวันที่ยี่สิบหกเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๙ ตอนที่บวชนั้นบวชพร้อมกันสี่องค์บวชพระสององค์ บวชเณรสององค์ คือพระมงคลหนึ่งองค์และเราอีกหนึ่งองค์ ส่วนเณรนั้นคือสามเณรสมบัติ และสามเณรคำหวัน ออกพรรษาแล้วเขาก็สึก (ลาสิกขา) ไปหมดเหลือเราอยู่องค์เดียวแต่ในใจของเราคิดว่าจะบวชสักสามพรรษาแล้วก็จะสึกไป    (ลาสิกขา) จะสอบให้ได้นักธรรมเอกเสียก่อนจึงจะสึก (ลาสิกขา) ปีที่หนึ่งสอบนักธรรมตรีได้ ปีที่สองสอบนักธรรมโทได้ พอมาปีที่สามเราตั้งใจไว้ว่าถ้าสอบนักธรรมเอกได้จะสึกแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น ใครมาห้ามก็ไม่ได้เราได้เตรียมเสื้อผ้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาเข้าสอบนักธรรมเอกวิชาแต่งกระทู้มันก็แต่งไม่ได้มันมืดไปหมดนึกอะไรไม่ออกเลยทั้งสี่วิชามันมืดเหมือนกับตาบอดจริงๆ ตอบไม่ได้เลยแม้แต่คำตอบเดียว แต่ก็ยังคิดว่าคงจะสอบได้และก็ยังมีความคิดที่อยากจะสึกอยู่

เมื่อผลการสอบออกมาปรากฏว่าไม่มีชื่อของเรา เราสอบตกในตอนนั้นเสียใจมากทีเดียวแล้วเราก็พูดออกไปว่า “กูไม่สึกมันแล้วต่อไปนี้” ต่อมาปีที่สี่เราก็ได้เข้าสอบนักธรรมเอกอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้เราไม่ได้อ่านหนังสือ ไม่ดู ไม่ท่องจำอะไรทั้งนั้น แต่มันแปลกมากคือทุกๆวิชาเราทำได้ทั้งหมดเลยไม่มีติดขัดอะไรเลยตอบได้ทุกข้อ เมื่อสอบนักธรรมเอกเสร็จแล้วทางวัดอโศการามมีการเปิดสอนบาลีไวยากรณ์ขึ้นมา โดยมีท่านพระอาจารย์มหาเนียมเป็นครูผู้สอนทาง     

79.jpgวัดอโศการามได้มีประกาศว่าพระภิกษุสามเณรองค์ใดอยากเป็นมหาเปรียญก็ให้ไปสมัครกับพระอาจารย์รัตนาได้ที่กุฏิของท่าน ก็มีพระเณรไปสมัครกันมาก เพื่อนพระด้วยกันก็มาชวนเราให้ไปสมัครเรียนบาลีกับพระอาจารย์มหาเนียม เราตอบว่าเราไม่ไป พวกท่านไปเรียนกันเถิดเพราะว่าการเรียนบาลีมันเป็นของยาก คือมันเรียนยากมันต้องท่องไวยากรณ์ทั้งสี่เล่มต้องท่องให้ได้ทั้งหมด ผมคงจะท่องไม่ได้แน่นอน เขาเปิดการสอนเดือนพฤษภาคมหลังจากงานท่านพ่อลีเสร็จแล้ว แต่ก็มีเพื่อพระมาชวนให้ไปสมัครทุกๆวันเราก็เกรงใจพระเพื่อนๆกันเราก็เลยตกลงไปสมัครกับเขาด้วยเป็นคนสุดท้าย รวมที่สมัครเรียนบาลีทั้งหมดได้ ๒๕ รูป

พอถึงเดือนพฤษภาคมก็เปิดการสอนบาลีไวยากรณ์ ท่านพระอาจารย์มหาเนียมก็ลงมือสอน ท่านพระอาจารย์มหาเนียมบอกว่าการเรียนบาลีต้องท่องไวยากรณ์ให้ได้ ถ้าท่องไม่ได้ก็เรียนไม่ได้มันไม่เหมือนนักธรรม พอเริ่มเรียนครูสอนก็ให้ท่องไวยากรณ์วันละหนึ่งหน้าทุกๆวัน เรียนไปเรียนมานักเรียนก็หายไปวันละองค์สององค์ บางทีครูสอนบาลีติดธุระมาสอนบ้างไม่มาสอนบ้าง ไปๆมาๆนักเรียนหายไปหมดเหลือเราอยู่องค์เดียวกับครูผู้สอนเท่านั้นแล้วเพื่อนพระด้วยกันก็เรียกเราว่าท่านมหาจะไปไหน ท่านมหาทำอะไร แล้วพวกพระเพื่อนๆก็หัวเราะเรา พอดีตอนนั้นครูสอนบาลีก็กลับไปภาคใต้หลายวันไม่มีกำหนดกลับมาเราคิดว่าที่วัดอโศการามเราคงจะอยู่ไม่ได้แล้วเราต้องเรียนให้ได้อยู่ไปก็อายพระเพื่อนๆ เราเลยติดต่อกับท่านพระปราโมทย์ท่านไปเรียนบาลีที่วัดเจดีย์หลวงจังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมท่านก็เรียนบาลีอยู่กับเราที่

วัดอโศการามนี่แหละแต่ท่านไปก่อนเราเมื่อติดต่อท่านพระปราโมทย์เรียบร้อยแล้วเราก็ตั้งใจจะไปเรียนบาลีต่อที่วัดเจดีย์หลวงเราเรียนบาลีอยู่วัดอโศการามได้ประมาณหนึ่งปีซึ่งตอนนั้นเรามีพรรษาพ้นห้าไปแล้ว เราก็เตรียมตัวจะไปเรียนบาลีที่จังหวัดเชียงใหม่ เราก็ไปซื้อหนังสือบาลีไวยากรณ์ที่โรงพิมพ์มหามกุฎวิทยาลัย ไปกับพระอาจารย์นิยม ตอนขากลับพระอาจารย์นิยมบอกกับเราว่าไปกราบพระอาจารย์ฝั้นกันดีกว่า พระอาจารย์ฝั้นท่านมาพักอยู่ที่วัดธรรมมงคล

78.jpgจำไม่ได้ว่าวันไหน เรานอนหลับไปในคืนนั้นได้ฝันว่าท่านพระอาจารย์บุญกู้มายืนอยู่ที่หน้าประตูกุฏิของเราห่มคลุมตะพายบาตรและกรดและย่ามแล้วมาเรียกเราว่าท่านสามเรือนประมาณสองสามคำตอนนั้นเราอยู่ในกุฏิ ท่านพระอาจารย์บุญกู้บอกว่ามานี่ไปกับเราเร็วๆเข้าประเดี๋ยวจะไม่ทันรถเขามารอรับเรา พอเราได้ยินดังนั้นในใจของเราไม่อยากไป แต่ด้วยความเกรงใจและเราก็เคารพท่านมากนับถือท่านด้วยพระอาจารย์บุญกู้ท่านบอกอะไรเราทำทุกอย่างที่ท่านบอกเราและเราก็เป็นพระคอยรับใช้ท่านอยู่ด้วยในเวลานั้น เรานับถือท่านเป็นอาจารย์ของเรา ตอนที่เราบวชออกจากโบสถ์ท่านได้ตามเราไปที่กุฏิ ท่านสอนให้เราทำพินทุผ้าและบาตรให้เราเมื่อท่านมาชวนเราให้ไปกับท่านเราก็เลยรับปากกับท่านว่าไป แต่แปลกที่ว่าพอรับปากกับท่านว่าไปเท่านั้นเองมันก็เลยไปอยู่ในป่าทั้งบาตรและกรดและย่ามในตัวของเรามันพร้อมหมดทุกอย่างไม่รู้มันมาได้อย่างไรแต่ในป่านั้นที่เดินกันไปนั้นหนทางมันเหมือนทางเกวียนมีแต่ทรายสีขาวทั้งนั้นสองข้างทางเป็นป่าใหญ่และดูทึบไปหมดทางที่เดินไปนั้นกว้างประมาณสี่เมตรเห็นจะได้ในระหว่างที่กำลังเดินไปนั้นเราเหลียวดูข้างหลังเห็นสามเณรคำหวันซึ่งเป็นเณรน้อยอยู่กับพระอาจารย์ บุญกู้เดินตามมาด้วยและมีคณะแม่ชีเดินตามมาอีกประมาณห้าสิบคน เต็มหนทางที่เราเดินพอเรากับพระอาจารย์บุญกู้กำลังเดินไป พระอาจารย์บุญกู้หันมาหาเราแล้วท่านบอกกับเราว่าให้รีบเดินให้เร็วๆหน่อยประเดี๋ยวจะไม่ทันรถที่เขามาจอดรอรับเรา เราเองก็เป็นห่วงสามเณรคำหวัน เพราะเป็นสามเณรยังเล็กอยู่กลัวจะเดินไม่ไหวที่เราเดินก็เป็นที่ทรายด้วยไม่ใช่ที่ดินมันจึงเดินลำบาก ท่านพระอาจารย์บุญกู้เดินไปประมาณห้านาทีก็หันมาบอกกับเราอีกว่าให้เร่งเดินหน่อยประเดี๋ยวจะไม่ทันรถ ท่านบอกกับเราถึงสามครั้ง เราก็เดินตามหลังของท่านไปห่างกันประมาณสิบเมตรเท่านั้นเราหันหลังไปดูเณรคำหวันและดูแม่ชีที่เดินตามกันมา เราเดินทิ้งสามเณรคำหวันห่างประมาณสามเส้นหรือประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบเมตร ห่างออกไปเรื่อยๆ ส่วนแม่ชีนั้นห่างจากสามเณรมากมองเห็นริบๆ มองแทบไม่เห็นเลย เราหันไปดูสามเณรคำหวันเป็นครั้งที่สาม เห็นสามเณรคำหวันไม่ได้เดินตามมาแต่ลงนั่งที่หนทางแล้วเอามือเล่นทรายส่วนแม่ชีนั้นหายไปไม่เห็นเมื่อเราเห็นดังนั้นแล้วเราก็รีบตามหลังอาจารย์บุญกู้ไปอย่างเร็วไม่ได้เป็นห่วงใครอีกแล้ว พอเดินไปได้หนึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ เห็นรถสามคันมาจอดอยู่บนอากาศอยู่บนยอดไม้ในป่าจอดเรียงกันหันหัวรถไปทางทิศตะวันออกเมื่อเรากับท่านพระอาจารย์บุญกู้ไปถึงโคนไม้ที่จอดรถอยู่ ตัวของท่านอาจารย์บุญกู้ก็ลอยขึ้นไปบนอากาศเข้าไปในรถคันที่หนึ่งตัวเราเองก็ลอยเข้าไปในรถคันที่สองแล้วรถทั้งสามคันนั้นก็ลอยขึ้นไปในอากาศมีคนในรถเขาบอกว่ารถสามคันนั้นเขามารับท่านอาจารย์บุญกู้ ท่านสามเรือน และสามเณรคำหวัน ให้ขึ้นไปข้างบน พอรถนั้นลอยขึ้นไปในอากาศสูงพอสมควรแล้วเราก็ตื่นจากที่นอนเพื่อเตรียมตัวบิณฑบาตรในตอนเช้าประมาณตีห้าครึ่ง อยู่มาประมาณสองสามวันเราก็ไปกราบถวายเรื่องความฝันให้ท่านฟัง ท่านก็ยิ้มนิดหน่อยท่านก็มิได้พูดอะไร แล้วเราก็กราบเรียนท่านว่าท่านอาจารย์ครับผมจะไปเรียนบาลีที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่จะย้ายจากวัดอโศการามไปอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง ท่านหันหน้ามามองเราแล้วท่านก็พูดออกมาว่าอย่าไปเลยอยู่ที่ วัดอโศการามนี่แหละให้ภาวนานั่งสมาธิปฏิบัติไปดีกว่าไปเรียนบาลี การเรียนบาลีนั้นมันเรียนภายนอก มันรู้จำ

2.pngไม่ใช่รู้จริงถ้าเราจำไม่ได้ที่เรียนมาแล้วมันก็ไม่รู้เพราะว่ามันเป็นเรื่องความจำมันเป็นเรื่องของสัญญาและสัญญามันไม่เที่ยงมันเป็นเรื่องของอนิจัง มันจำได้มันก็ลืมได้ ที่เราทำวัดกันทุกวันว่า อนิจจา สัญญา สัญญาไม่เที่ยงมันรู้จำไม่ใช่รู้จริง รู้จริงนั้นถ้าเราทำให้มันมีขึ้นเกิดขึ้นในใจของเราแล้ว ตามที่ครูอาจารย์ของเราท่านทำให้มีขึ้นในใจแล้ว อยากรู้อะไรมันก็รู้อย่าว่าแต่บาลีเลย ทั้งสามโลกธาตุนี้ถ้าอยากรู้อะไรกำหนดจิตคือทำจิตให้นิ่งๆมันก็รู้ได้ ใครคิดอะไรถ้าท่านอยากรู้ก็รู้ได้ว่าเขาคิดอะไร อะไรก็ปิดบังไม่ได้ พระที่เป็นมหาเปรียญวัดในกรุงเทพมีมากมาย ทำไมโยมเขาจึงไม่ไปหา เขาไปหาแต่พระกัมมัฏฐาน ที่อยู่ในป่าในดงกับเขาอยากจะไปทำบุญกับพระกัมมัฏฐาน เช่นหลวงปู่มั่น ท่านพ่อลี เป็นต้น แล้วท่านก็มาพูดกับเราว่าเราอยู่ที่วัดอโศการามมานานพระกับเณรที่วัดอโศการามนี้ไปเรียนบาลีในกรุงเทพก็ดีในต่างจังหวัดก็ดีไม่เห็นองค์ไหนได้เป็นมหาเปรียญสักองค์ และก็ไม่เคยกลับมาอยู่ที่วัดอโศการามสักองค์มีแต่สึกกันไปหมด ผมว่าท่านอาจจะเป็นอย่างที่ผมว่าก็ได้นี้ผมเตือนท่านด้วยความหวังดีนะ เราก็เลยตอบท่านไปว่าท่านอาจารย์ครับผมไม่ใช่พระเณรพวกนั้นผมรับปากกับท่านว่าผมไปเรียนให้ได้ ป.ธ.๓ เท่านั้นแหละผมไม่ได้เรียนมากมายอะไรพอให้ได้รู้ศัพท์บาลีเล็กๆน้อยๆ บ้างเท่านั้นแล้วผมก็จะกลับมาช่วยอาจารย์ที่วัดอโศการามนี้แหละ ผมจะขอตายที่ วัดอโศการามนี่แหละครับเราพูดกับท่านอย่างนี้แล้วท่านก็พูดต่อไปอีกว่าถ้าท่านมีความปรารถนาอย่างนี้ผมก็ไม่ขัดท่านแต่ผมขอฝากท่านเอาไว้ว่า ถ้าท่านไปเรียนบาลีที่วัดเจดีย์หลวงแล้ว ผมขอให้ท่านนั่งสมาธิวันหนึ่งประมาณสิบห้านาทีจะได้ไหม เรารับปากกับท่านว่าได้ครับ แล้วท่านก็พูดว่าจะไปเรียนบาลีก็ได้ถ้าได้เป็นมหาแล้วก็กลับมาช่วยที่ วัดอโศการามบ้างก็แล้วกันพอเสร็จแล้วเราก็กราบลาท่านกลับกุฏิ

๏ วิทยฐานะ การผ่านการอบรม งานการศึกษาและการดำรงตำแหน่งทางคณะสงฆ์

พ.ศ.๒๕๑๒ สอบได้นักธรรมชั้นเอก วัดอโศการาม สำนักเรียนวัดอโศการาม
พ.ศ.๒๕๒๒ สอบได้เปรียญธรรม สาม ประโยค วัดบางขวางสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
พ.ศ.๒๕๒๒ ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรม
พ.ศ.๒๕๒๙ ได้รับตำแหน่งเป็นครูสอนปริยัติธรรม
พ.ศ.๒๕๓๙ ผ่านการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ รุ่นที่๒
พ.ศ.๒๕๔๐ จบหลักสูตรโรงเรียนพระสังฆาธิการชั้นสูง รุ่นที่ ๒๔
พ.ศ.๒๕๔๓ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอโศการาม
พ.ศ.๒๕๕๑ ผ่านหลักสูตรการอบรมครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม
พ.ศ.๒๕๕๗ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลจังหวัดสมุทรปราการ(ธรรมยุต)
พ.ศ.๒๕๕๙ แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดอโศการาม
พ.ศ.๒๕๖๐ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอโศการาม
พ.ศ.๒๕๖๐ ผ่านการอบรมหลักสูตรพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รุ่นที่๔๐ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๖๐ ผ่านการอบรมหลักสูตรพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะตำบล รุ่นที่๒๑ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
พ.ศ.๒๕๖๑ เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “อบรมจิตภาวนา”
พ.ศ.๒๕๖๑ ผ่านหลักสูตรการฝึกซ้อมอบรมเป็นพระกรรวาจาจารย์ คณะธรรมยุต รุ่นที่ ๒
พ.ศ.๒๕๖๒ ดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌาย์

IMG_4729.jpgIMG_4680.jpgIMG_0265.jpgIMG_7747.jpgIMG_5272.jpg